







Tudor Prince Date Tiger Chron-Time สภาพดี ไม่มีกล่องใบ
- ตัวเรือนสตีลขนาด 40 mm ไม่รวมเม็ดมะยม หนา ~ 14 mm.
- กลไกออโตเมติก จับเวลาได้ 12 ชม. ปุ่มจับเวลาขันเกลียว กระจกแซฟไฟร์ พร้อมไซคลอป กันน้ำ 100 เมตร
- นาฬิกาสภาพดี มีรอยขนแมวบ้าง ไม่มีรอยหนัก สายใส่ได้ถึงข้อมือ 7 นิ้วนิด ๆ

สำหรับ Tudor ถือเป็นแบรนด์ลูกของ Rolex ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1926 โดย Mr.Hands Wilsdorf คุ่เคียงมากับแบรนด์แม่อย่าง Rolex (ก่อตั้งในปี 1905 ) สมัยแรกๆ กล่าวได้ว่า ผลิตที่โรงงานเดียวกัน ใช้ตัวเรือน โรเตอร์ เม็ดมะยม กระจก สาย ร่วมกับ Rolex เลยก็ว่าได้


ซึ่งทำให้ Tudor เป็นแบรนด์ที่คนทั่วไปให้การยอมรับ ในตัวคุณภาพ และ ราคาที่ย่อมเยากว่า ส่วนในหมู่นักสะสม Colletiion ต่าง ๆของ Tudor ก็หายาก และมีมูลค่า ไม่น้อยหน้าแบรนด์แม่ Rolex





จะขอเล่าเรื่องคอลเลคชั่น จับเวลาของ Tudor นะครับ นับว่าเป็นพี่ๆ น้องกับ Rolex Cosmograph Daytona

Tudor จับเวลาตัวแรกออกสู่ตลาดในปี 1970 ภายใต้ชื่อ Tudor OysterDate Ref: 7031 และ 7032 ภายใต้กลไกไขลาน Valjoux 7734 ตัวเรือนขนาด 39 มม

Ref: 7031 ขอบ Tachymeter สีดำ และ 7032 ขอบเป็นสตีล
ในปี 1971 Tudor OysterDate Ref: 71xx ออกสู่ตลาด ภายใต้นิกเนม "Montecarlo" โดยเปลี่ยนเครื่องเป็น Valjoux 234




ราคาในปัจจุบันนี่ไม่แพ้ Rolex Sport Vintage เลยอะคับ / เทียบกับ Rolex Daytona ในยุคนั้น


Ref: 6262 metal bezel / Ref: 6264 plastic bezel และพระเอกของเรา Rolex Daytona " Paul Newman" Ref: 6239
(Rolex Daytona ใช้เครื่องไขลานภายใต้รหัส 4 ตัว จนถึงปี 1988 ครับ )

กลับมาที่ Tudor ในปี 1976 ได้ส่ง First Automatic Chronograph ตัวแรกออกสู่ตลาด ภายใต้ชื่อ " Chrono-Time" โดยใช้เครื่อง Automatic Valjoux 7750
ด้วยตัวเรือนที่หนาขึ้นเนื่องจากการใช้เครื่องออโต้แทน ทำให้รุ่นนี้มีชื่อเรียกกันว่าหมู่นักสะสม "Big Block" ในรุ่นแรกๆ ยังคงได้อิทธิพลหน้าปัดมาจากรุ่นเดิมอยู่
* Collector บางคน ถือว่านี่คือ First Rolex Automatic Chronograph : ในยุคนั้น แบรนด์ต่างๆ เริ่มปรับจากนาฬิกาจับเวลาไขลาน มาเป็น Automatic แต่ Rolex ยังคงมุ่งมั่นไม่เปลี่ยนแปลง ยังใช้กลไกไขลาน ใน Daytona จนถึงปี 1988 * และดีไซน์ของรุ่น Big Block ทั้งตัวเรือน หน้าปัด อารมณ์ ว่ากันว่า Rolex แพลนเอาไว้เพื่อที่จะเป็น Daytona ในอนาคต ;D


Ref: 9430 / 9420
ในปี 1988 Rolex ได้ส่ง Daytona กลไกออโตเมติก โดยใช้เครื่อง Zenith El Primero ภายใต้ Ref: 165xx ออกสู่ตลาด

+-+14+of+25.jpg?format=750w)
และในปี 1989 Tudor ได้ปรับรูปแบบหน้าปัด คิดว่าคงได้แรงบันดาลใจมาจาก Daytona ( และจะมีรายละเอียด การใช้เม็ดมะยม /ฝาหลัง/ สาย ที่เปลี่ยนจาก Rolex เป็น Tudor ด้วยคับ ) ถือว่าเป็นแบรนด์แม่-ลูกกันจริง ๆนะคับ :D ภายใต้รหัส 791xx


Ref: 79160 / 79170
ซึ่งความสำเร็จของรุ่น Big Block ทำให้คอลเลคชั่น Chrono-time เป็นรุ่นหนึ่งที่นิยม และตามหาในหมู่นักสะสม ส่งผลให้แบรนด์ Tudor แข็งแกร่ง และมีรุ่นที่เป็น Iconic ของตัวเองได้อย่างยั่งยืน...ในปี 1995-1996 โอกาสที่ครบรอบ 50 ปีของ Tudor


Tudor ได้เปิดตัว Chrono-Time รุ่นใหม่ภายใต้รหัส 792xx โดยสลัดความเป็น Rolex ออกแทบหมดจรด (เว้นหน้าปัดยังเป็น Oyster Date) ทั้งฝาหลัง เม็ดมะยม สาย แม้กระทั่งตัวเครื่อง ได้รับการ ปรับแต่งโดยและสลัก Tudor ที่ Rotor แทน

และในปี 2000 ได้ใช้คำ Prince Date แทนที่ Oyster Date ...

ในปี 1997 ทาง Tudor ได้เซนสัญญากับ Tiger Woods เป็นระยะเวลา 5 ปี จึงเป็นที่มาของรุ่น Chrono-Time Tiger หรือเรียกสั้นๆ ว่า Tudor Tiger โดยออกมามีหนาปัดหลายแบบ





หน้าปัดขาววงดำ หรือแพนด้า เป็นหน้าปัดที่สวย คลาสสิคและลงตัวที่สุด ตัวอักษร Tiger สีแดง ทำให้ย้อนไปถึง Rolex Daytona ในอดีต



ในวงการถือกันว่ากันว่ารุ่น Chrono-Time 72xxx เป็น The Last Vintage Collection ของ Tudor กันเลยทีเดียว ซึ่ง Tudor ได้จำหน่ายรุ่นนี้ถึงปี 2007
และได้ปรับโฉมของแบรนด์ และรูปแบบเป็น รุ่นแนวนี้แทน :'( :'( :'(


Ref: 20300 (ผลิตในช่วงปี 2007-2010) ** เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมถึงถือว่า รุ่น 792xx เป็น The Last Vintage Chronograph **
Tudor กลับมาเข้าฝั่งอีกครั้ง ด้วยรุ่น Herritage Chrono เป็นรุ่น Re-Edition ของรุ่น 7032 และ Montecarlo


และรอพิสูจน์กัน สำหรับ Tuodr จับเวลาตัวล่าสุด กับการ Featuring (ขออภัยครับเป็น The first Back Bay Chrono ) เปิดตัวในงาน Basel 2017

